daily

อัพเดตใจ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต  พรหมรังสี) ปาฏิหาริย์แห่งเมตตาไม่มีวันเสื่อมคลาย

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต  พรหมรังสี) ปาฏิหาริย์แห่งเมตตาไม่มีวันเสื่อมคลาย

เรื่อง เสาวลักษณ์  ศรีสุวรรณ  ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร พุทธศาสนิกชนหลายคนคงเคยท่องคาถาชินบัญชรอันศักดิ์สิทธิ์ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าผู้ที่ค้นพบคาถาชินบัญชรนี้คือ สมเด็จโต จอมปราชญ์ผู้ฉลาดหลักแหลมแห่งวงการพุทธศาสนาเมืองไทย วันนี้ซีเคร็ตจึงขาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต  พรหมรังสี) ให้ดียิ่งขึ้น เรื่องเล่า…ชาติกำเนิด สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต  พรหมรังสี)เกิดวันพฤหัสบดี  เดือน 5  ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก ตรงกับวันที่ 17 เมษายน 2331 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  รัชกาลที่ 1 ณ บ้านไก่จ้น  ตำบลท่าหลวง  อำเภอท่าเรือ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประวัติชีวิตของท่านมีผู้เล่าไว้แตกต่างคลาดเคลื่อนกันไป  เช่น  ชื่อมารดา  บ้างก็ว่าชื่อ เกต  เกส  เกสร  บ้างก็ว่า ละมุด  งุดหมุด  ส่วนบิดา บ้างก็ว่าเป็นพระราชโอรสของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเมื่อครั้งยังเป็น เจ้าพระยาจักรี  บ้างก็ว่าเป็นพระราชโอรสของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  แต่ความเชื่อเรื่องบิดานี้ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด  เป็นแต่เพียงเข้าใจกันว่าเป็นเช่นนั้น ประวัติของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ซึ่งทางวัดอินทรวิหาร  บางขุนพรหม  กรุงเทพมหานคร  จัดทำในรูปแบบเทปประวัติ  เล่าว่า “โยมแม่ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต  พรหมรังสี)  เดิมเป็นชาวบ้านท่าอิฐ  อำเภอท่าโพธิ์  จังหวัดอุตรดิตถ์  อยู่มาสมัยหนึ่ง  การทำนาไม่ได้ผล  เพราะฝนแล้งมาหลายปี  ท่านจึงย้ายไปอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร  และน่าจะได้พบกับโยมพ่อของท่านที่เมืองนี้  ต่อมาโยมแม่ของท่านได้ย้ายไปอยู่ ณ บ้านไก่จ้น  ตำบลท่าหลวง  อำเภอท่าเรือ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ฝ่ายบิดาชื่อใดไม่ปรากฏ แต่เป็นชาวเมืองอื่น  เมื่อท่านยังเป็นทารกแบเบาะโยมแม่พาท่านไปอยู่กับญาติที่ตำบลบางขุนพรหมและได้มาเติบโตที่นี่ “เนื่องจากมีบ้านพักอยู่ใกล้วัด ในสมัยโบราณเด็ก ๆ มักเรียนหนังสือที่วัดเด็กชายโตจึงได้ศึกษาอักษรอยู่ในสำนักของ ท่านเจ้าคุณอรัญญิก  วัดอินทรวิหาร กรุงเทพมหานคร “ครั้นอายุได้ 12 ปี  ท่านเจ้าคุณอรัญญิกเห็นแววหน่วยก้านและสติปัญญาอันชาญฉลาดของเด็กชายโต  และเด็กชายโตก็ศรัทธาและสมัครใจ  ท่านเจ้าคุณอรัญญิกจึงนำไปบรรพชากับท่านเจ้าคุณบวรวิริยเถร (อยู่)  เจ้าอาวาสวัดสังเวชวิศยาราม (วัดบางลำพูบน)  และกลับมาเล่าเรียนอยู่ที่วัดอินทรวิหาร  จนอายุ 18 ปี  เจ้าคุณอรัญญิกเห็นว่าสามเณรโตน่าจะได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมให้มากยิ่งขึ้น  จึงได้นำไปฝากกับสมเด็จพระพุฒโฆษาจารย์ (นาค)แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม” ตอนที่เจ้าประคุณสมเด็จฯจะย้ายมาอยู่วัดระฆัง  มีเรื่องเล่าว่า  คืนนั้นสมเด็จพระพุฒโฆษาจารย์ (นาค) ฝันว่ามีช้างเผือกช้างหนึ่งเข้ามากินหนังสือพระไตรปิฎกในตู้ของท่านจนหมด  แล้วท่านก็ตกใจตื่น  และได้พิจารณาความฝันว่า น่าจะเป็นการบอกเหตุว่าจะมีคนนำเด็กมาฝากเป็นศิษย์และเด็กคนนั้นฉลาดมาก  ต่อไปจะเป็นผู้ทรงคุณอย่างวิเศษคนหนึ่ง  เผอิญวันนั้นเจ้าคุณอรัญญิกได้นำสามเณรโตมาฝากเป็นศิษย์เพื่อศึกษาปริยัติธรรม  สามเณรโตได้อยู่ศึกษาเล่าเรียน ณ วัดระฆังโฆษิตารามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนั้นท่านยังได้ศึกษาหาความรู้ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์  กับ สมเด็จ-พระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช(สุก ญาณสังวร)  การศึกษาของท่านดีเยี่ยมได้รับคำชมเชยจากครูผู้สั่งสอน  เพราะท่านเป็นผู้มีความทรงจำดี  มีปฏิภาณยอดเยี่ยมแต่น่าแปลกใจที่ท่านไม่ได้สอบเป็นเปรียญแต่ถึงอย่างไรผู้คนก็พากันเรียกขานว่า“มหาโต”  เพราะท่านมีความรู้แตกฉานมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย  และต่อมาท่านก็ได้เป็นครูบอกพระปริยัติธรรม คุณอันวิเศษของสมเด็จโต มีปฏิภาณในการเทศน์ ครั้งหนึ่งเจ้าประคุณสมเด็จฯได้ถวายเทศนาในพระราชฐานติดกัน 3 วัน  วันแรกท่านเทศน์ได้เรียบร้อย  ไม่ยาวไม่สั้นจนเกินไปวันที่สองพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีพระราชประสงค์จะสดับพระธรรมเทศนาแต่เพียงย่อ ๆ  ด้วยทรงกำลังกระวนกระวายพระทัย (นัยว่าเจ้าจอมประสูติ)  แต่ทรงเกรงอัธยาศัย  จึงคงประทับฟังจนจบ  วันนั้นเจ้าประคุณสมเด็จฯกลับถวายเทศน์พิสดารยืดยาวมาก  ครั้นวันที่สามทรงมีพระราช-ประสงค์จะสดับพระเทศนานานเท่าใดก็ได้แต่เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จฯถวายศีล  บอกศักราช  ถวายพระพรแล้วกลับกล่าวเพียงว่า “ไม่ว่าจะถวายพระธรรมเทศนาหมวดใดๆ มหาบพิตรก็ทรงทราบหมดแล้ว…เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้”  แล้วท่านก็ลงจากธรรมาสน์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสงสัยจึงตรัสถามว่า “ขรัวโต!  เมื่อวานเทศน์ยาว  วันนี้เทศน์สั้น  เพราะเหตุประการใดหรือ” เจ้าประคุณสมเด็จฯถวายพระพรว่า “เมื่อวานมหาบพิตรทรงมีพระราชหฤทัยกังวลขุ่นมัวเป็นอันมากจะดับเสียได้ก็โดยทรงสดับพระธรรมเทศนาให้มาก แต่วันนี้เห็นว่าทรงมีพระราชหฤทัยผ่องแผ้วแล้ว  จะไม่ทรงสดับเสียก็ยังได้” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล  และไม่ได้ตรัสถามอะไรอีก อีกคราวหนึ่ง  มีผู้นิมนต์ท่านไปเทศน์คู่กับพระราชาคณะองค์อื่น  ขณะที่ใกล้จะจบ  พระราชาคณะองค์ที่เป็นคู่เทศน์หยอดท้ายเป็นปริศนาว่า “พายเถอะนะพ่อพาย ตะวันจะสายตลาดจะวาย สายบัวจะเน่า” เจ้าประคุณสมเด็จฯเทศน์แก้ออกไปโดยทันทีว่า “ก็โซ่ไม่แก้ ประแจไม่ไข จะพายไปไหวหรือพ่อเจ้า” คำเทศน์ที่เป็นปริศนาธรรมประโยคแรกมีความหมายว่า  อันชีวิตของมนุษย์เรานี้นับวันมีแต่จะร่วงโรยไปทุกวัน  ให้เร่งสร้างบุญสร้างกุศลและปฏิบัติตามหลักธรรมเข้าไว้เถิด  มิฉะนั้นจะเป็นการสายเกินไปเพราะความตายใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ส่วนคำแก้ของเจ้าประคุณสมเด็จฯนั้นมีความหมายว่า  เพราะเหตุที่มนุษย์ทุกคนมีแต่กิเลสตัณหาอยู่แน่นหนาทั้งนั้นถ้าไม่ขจัดสิ่งเหล่านี้เสียก่อนแล้วจะกระทำ(สร้างบุญกุศล) ไปได้อย่างไร นอกจากการเทศน์ซึ่งเป็นไปตามทำนองที่นิยมเทศน์กันแล้ว  เจ้าประคุณสมเด็จฯยังสามารถเทศน์โดยอาศัยหลักวิชาทางอื่นเป็นส่วนประกอบ  เช่น  อาศัยหลักวิชาโหราศาสตร์เทศน์เรื่องนักษัตร ด้วยความเก่งกล้าสามารถอย่างเอกอุ  ชื่อเสียงของท่านจึงขจรไปไกล  ถึงขนาดได้รับนิมนต์ให้เดินทางไปเทศน์โปรดพระเจ้าแผ่นดินเขมร  จึงถือได้ว่าเป็นพระธรรมทูตองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่เดินทางไปเชื่อมสันถวไมตรีที่นั่นอีกด้วย มีเมตตา…จนมหานิยม เจ้าประคุณสมเด็จฯได้ศึกษาเล่าเรียนด้านวิปัสสนากรรมฐานจากอาจารย์หลายท่านหนึ่งในนั้นคือ  สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อนซึ่งเป็นพระวิปัสสนาจารย์ชื่อดังในยุคนั้น  ทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 ก็ยังเป็นลูกศิษย์ของท่าน เจ้าประคุณสมเด็จฯแตกฉานในทางวิปัสสนา  ท่านได้ธุดงค์ไปสืบเสาะหาครูบาอาจารย์ยังที่ต่าง ๆ  ไม่ว่าจะทุรกันดารหรือรกชัฏเพียงใด  ท่านก็ตั้งใจมั่นโดยปราศจากความหวั่นไหว ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าประคุณสมเด็จฯเห็นได้ชัดจากความเชื่อถือของผู้คนที่มีต่อตัวท่าน  บรรดาผู้ใฝ่หาพระพิมพ์ “สมเด็จ”เพื่อเป็นพระประจำกายต่างเชื่อกันว่า พระผงวิเศษของท่านเป็นพระที่มีเมตตาก่อให้เกิดความนิยมยกย่องแก่ผู้ที่มีไว้เคารพบูชาหรือที่เรียกว่า “เมตตามหานิยม” เนื่องจากเป็นพระพิมพ์ที่สร้างโดยเจ้าประคุณสมเด็จฯผู้เต็มเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมต่อมวลมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอย่างล้นพ้น แม้แต่ขโมยท่านก็ยังให้ความเมตตา เรื่องขโมยนี้มีอยู่ว่า  กลางดึกคืนหนึ่งขณะที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯกำลังจำวัดมีโจรแอบย่องเข้ามาใต้กุฏิ  แล้วเอื้อมมือมาทางช่องโหว่ที่ปลายเท้าของท่าน  เพื่อหวังขโมยตะเกียงลานที่วางอยู่หลายดวง  แต่หยิบไม่ถึง  เจ้าประคุณสมเด็จฯรู้สึกตัวตื่นขึ้นก็ไม่ได้ร้องเอะอะโวยวาย  แต่กลับเอาเท้าเขี่ยตะเกียงไปใกล้มือขโมย  จนเจ้าขโมยคว้าเอาไปได้  นี่คือการใช้เมตตาธรรมเอาชนะความโลภ  เพราะที่สุดโจรก็กลับตัวกลับใจเลิกเป็นขโมยเพราะละอายต่อบาป พระคาถาชินบัญชรอันศักดิ์สิทธิ์ แม้ว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯจะจากไปเป็นเวลา140 กว่าปีแล้ว  แต่มรดกอันล้ำค่าที่ท่านได้ทิ้งไว้ให้พุทธศาสนิกชนรุ่นหลังก็คือ  พระคาถาชินบัญชรอันศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งท่านได้ค้นพบจากคัมภีร์ใบลานเก่าจารึกด้วยภาษาสิงหลที่ตกทอดมาจากประเทศลังกาท่านได้นำมาดัดแปลงตัดตอนแก้ไขให้ถูกต้องยิ่งขึ้นตามฉันทลักษณ์ทางภาษาบาลี  มีเนื้อหาสวดอัญเชิญพระพุทธเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐ 28 พระองค์และพระสูตรศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ มาสถิตที่เส้นผม  ศีรษะ  กลางกระหม่อม  และทุกส่วนของร่างกายผู้ภาวนา  เสมือนเป็นเกราะคุ้มภัยมิให้ภัยอันตรายต่าง ๆ เข้ามาทำร้ายได้  ท่านได้ใช้คาถานี้เพื่อปลุกเสกพระพิมพ์ผงสมเด็จของท่านให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์จนมีชื่อเสียงเป็นที่ร่ำลือ  ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บทสวดพระคาถาชินบัญชรพลอยได้รับความนิยมตามไปด้วยเช่นกัน ปราบผีนางนาค จากบันทึกของ พระยาทิพโกษา  เล่าถึงผีนางนาคพระโขนงว่า  เที่ยวรังควานหลอกหลอนจนทำให้ผู้คนตื่นกลัว  แม้ว่าจะหาหมอผีหลายคนมาทำพิธีแต่ก็ไม่สำเร็จ  ซ้ำร้ายพวกโจรยังฉวยโอกาสปลอมตัวเป็นผีนางนาคไปหลอก  จนเจ้าของบ้านกลัวมุดหัวเข้ามุ้ง  ขโมยก็เก็บของไปได้ตามสบาย  เจ้าประคุณสมเด็จฯจึงเดินทางไปยังวัดมหาบุษย์  คลองพระโขนง  พอค่ำท่านก็ไปนั่งปากหลุม  แล้วเรียกนางนาคมาสนทนากันสุดท้ายท่านได้เจาะเอากะโหลกหน้าผากนางนาคมาขัดจนเป็นมันลงอักขระอาคมไว้อย่างดี  แล้วนำมาทำเป็นปั้นเหน่งคาดเอวโดยหลังจากนั้นได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่วัดระฆังโฆสิตารามภายหลังมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า  ได้มีการนำเอาปั้นเหน่งมาถวายกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนมือไปอีกหลายทอดและหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ข้อมูลอ้างอิง ชีวประวัติ – อภินิหาร  พระคาถาชินบัญชร ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)  วัดระฆัง  รวบรวมโดย บุษยเทพย์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต  พรหมรังสี)  เรียบเรียงโดย ชัย  บัญชร    

เฉลยข้อคาใจ : พระอุ้มลูกสาว…อาบัติหรือไม่?

เฉลยข้อคาใจ : พระอุ้มลูกสาว…อาบัติหรือไม่?

กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในโลกออนไลน์ หลังจากมีภาพ พระบี้ ธรรศภาคย์ อุ้ม น้องเป่าเปา ลูกสาว เผยแพร่ออกมา…Secret เชื่อว่า หลายคนมีคำถามว่า ตกลงพระสามารถอุ้มลูกสาวได้หรือไม่ เราจึงหาคำตอบมาฝากกัน รู้จักกับ “อาบัติ” กันก่อน ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า อาบัติ แปลว่า การต้อง การล่วงละเมิด หมายถึงโทษที่เกิดจาการล่วงละเมิดสิกขาบทหรือข้อห้ามแห่งภิกษุ ใช้เรียกความผิดทางวินัยของพระภิกษุว่า ต้องอาบัติ อาบัติ มี 7 อย่าง สามารถจัดรวมประเภทได้หลายแบบ แต่ส่วนมากจัดแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ครุกาบัติ หมายถึงอาบัติหนัก อาบัติที่มีโทษร้ายแรง มี 2 อย่างคือ อาบัติปาราชิก อาบัติสังฆาทิเสส ลหุกาบัติ หมายถึงอาบัติเบา อาบัติที่ไม่มีโทษร้ายแรงเท่าครุกาบัติ มี 5 อย่าง คือ อาบัติถุลลัจจัย อาบัติปาจิตตีย์ อาบัติปาฏิเทสนียะ อาบัติทุกกฏ อาบัติทุพภาสิต กรณีพระบี้อุ้มลูกสาว…อาบัติหรือไม่ การที่พระสงฆ์จับแตะต้องตัวสตรี แม้จะเป็นแม่…

มากกว่า “หน้าที่”เพราะเราทำสิ่งนี้ด้วยหัวใจ ผู้พันเบิร์ด-พันโท วันชนะ สวัสดี

มากกว่า “หน้าที่”เพราะเราทำสิ่งนี้ด้วยหัวใจ ผู้พันเบิร์ด-พันโท วันชนะ สวัสดี

มหาอุทกภัยที่จู่โจมประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2554ทำให้หลายภูมิภาคได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ว่ากันว่า  ความรุนแรงในครั้งนั้นไม่ต่างจากสงครามแม้แต่น้อย…เพียงแต่มันเป็นสงครามจากภัยธรรมชาติ เวลานั้นไม่ว่าจะนักรบมืออาชีพหรือนักรบสมัครเล่น (พลเรือนทั่วไป)ต่างร่วมใจช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้มากที่สุดจนสามารถเปลี่ยนสงครามน้ำให้เป็น “สงครามน้ำใจ” ได้ในที่สุด ผม (ผู้พันเบิร์ด หรือ พันโท วันชนะ สวัสดี) มีโอกาสได้ร่วม “รบ” ในครั้งนี้ด้วย การรบครั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของกองทัพบกเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนโดยตรงทำให้ประชาชนมีความมั่นใจว่า พวกเขาจะมีความอบอุ่นและปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ครั้งนั้นผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็น “รองโฆษกกองทัพบก” หน้าที่หลักคือ ทำความเข้าใจกับประชาชนและประสานงานให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ส่วนทหารนายอื่น ๆ ก็มีหน้าที่ต่าง ๆ กันไป ช่วยคนยกของ ปลูกสร้าง ซ่อมแซม ฯลฯ เรียกว่าทุกคนในกองทัพล้วนมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ผมถือว่า “ถ้าทุกคนที่มีอาชีพสุจริตทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ นั่นแหละคือการทำความดีที่ดีที่สุดแล้วไม่ต้องมานั่งคิด มาแสวงหาว่า เราต้องทำอะไรถึงจะเรียกว่า ‘ความดี’” ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทุกคนทำหน้าที่ของตนเองได้ดี ก็ย่อมส่งผลไปถึง “ภาพรวม” ไม่ว่าจะระดับจังหวัด ระดับภาคส่วน หรือแม้แต่ในระดับประเทศ สังคมโดยรวมก็จะมีความสุขครับ ที่พูดมาอาจจะดูเป็นทางการเกินไปนิดเอาเป็นว่าลองเปลี่ยนบรรยากาศมาฟังเรื่องเก็บตกจากน้ำท่วมดูบ้างแล้วกันนะครับ อย่างที่บอกว่า  หน้าที่หลักของผมคือประสานงานและทำความเข้าใจกับประชาชน การนั่งเรือออกไปดูพื้นที่จริงจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ครั้นจะไปแค่ผม พลขับ และเรือเปล่า ๆ มันก็ดูไม่คุ้มค่า ก็ต้องนำเครื่องอุปโภคบริโภคลงเรือไปแจกด้วยเพื่อไม่ให้เสียเที่ยว ทุกวันพอขับเรือออกไปได้ไม่เท่าไรก็จะมีคนลุยน้ำมาขอติดเรือออกไปด้วย เราก็ช่วยเหลือกันไปเท่าที่ทำได้ เพราะเหตุการณ์ตอนนั้นมันลำบากจริง ๆ จะคนแก่ คนพิการคนป่วยก็ต้องช่วยขนย้ายออกไปให้ได้ ถ้าน้ำหนักเกิน  ทหารก็ลงจากเรือไปเดินลุยน้ำแทน  หรือถ้าที่ไหนกระสอบทรายแตก ทำนบกั้นน้ำเสียหาย เราก็ต้องไปแก้ไข  เรียกว่าถึงผมจะไม่ได้มีหน้าที่ด้านนี้โดยตรง แต่ก็อดไม่ได้ ต้องลงไปช่วยอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่แค่คนที่มีลมหายใจเท่านั้นที่ได้รับการช่วยเหลือ ครั้งหนึ่งผมต้องไปรับศพเพื่อไปทำพิธีที่วัดด้วย! ภาพวันนั้นยังติดตาไม่หาย ญาติของผู้ตาย 3 คนร้องไห้ถือกระถางธูปเดินลุยน้ำออกมา ทหารก็ช่วยกันแบกศพขึ้นมาใส่ท้ายเรือ แต่แทนที่เราจะออกเรือไปวัดได้เลย มันกลับไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะมีคนมาขอให้เราไปช่วยคนที่บ้านอีกหลังหนึ่ง เราก็จำเป็นต้องหาที่ร่ม ๆ เพื่อจอดเรือรอ ญาติของศพก็นั่งกันหน้าละห้อย ไหนจะเสียใจ ไหนจะกลัวว่าศพจะส่งกลิ่นออกมาเพราะอากาศร้อนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี “พี่ไปช่วยเขาเถอะ พวกเรารอได้” ผมทิ้งเรือไว้ แล้วเดินลุยน้ำออกไปยังบ้านหลังนั้น ก่อนจะกลับออกมาพร้อมคุณยายคนหนึ่ง ตอนนั้นธูปไหม้หมดดอกพอดี เรือจึงได้กลับออกไปพร้อมกับทหาร 2 นาย ประชาชน 4 คน และศพอีก 1 ศพ ตลอดเวลาที่ปฏิบัติภารกิจ เชื่อไหมครับว่า บางวันทหารแทบไม่มีเวลากินข้าว เขาต้องแก้ปัญหาเองด้วยการพกขนมปัง ข้าวเหนียวไม่ก็ขนมนิด ๆ หน่อย ๆ ติดกระเป๋าไว้กินแก้หิว ส่วนแดดก็แรงเหลือเกิน จนหลายคนตัวไหม้แบกกระสอบทรายกันจนปวดหลัง ขุดดินกันจนมือแตก และที่น่าเห็นใจที่สุด แต่หลายคนคิดไม่ถึงก็คือ พลขับที่ขับรถทหารคันใหญ่ ๆ นั่นแหละครับ เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ อย่างเราขับรถยนต์เกียร์ออโต้ ถ้าต้องเดี๋ยวจอดเดี๋ยววิ่ง บางทีเรายังเมื่อยยังเบื่อเลย แล้วนี่รถคันใหญ่ ๆ เกียร์ธรรมดา เวลาเข้าเกียร์ต้องเหยียบคลัตช์ไปด้วย พวงมาลัยไม่มีพาวเวอร์ คิดดูว่าจะเมื่อยขนาดไหน ยิ่งถ้าต้องขับโดยไม่ได้หยุดพักทั้งวัน เจอเปลวแดดสะท้อนผิวน้ำจนตาพร่าก็ยิ่งทรมาน ทั้งหมดนี้ผมมองว่า มันมากกว่าคำว่า “หน้าที่” ไปแล้ว เพราะเขาทำด้วยใจจริง ๆ ทำด้วยจิตใจที่อยากช่วยเหลือเพื่อนมุนษย์ หิวก็ไม่บ่น ร้อนก็ไม่เกี่ยง ยิ้มสู้ ลุยอย่างเดียว แต่น่าประทับใจที่พี่น้องประชาชนก็มีน้ำใจกลับมาให้ทหารเหมือนกันนะครับ บางคนใช้เศษกระดาษหรืออะไรที่หาได้เขียนคำ “ขอบคุณ” ส่งกำลังใจมาให้พวกเรา ผมเองยังเก็บเอาไว้ดูจนวันนี้ เวลาเหนื่อย ๆ พอหยิบขึ้นมาดู ก็มีกำลังขึ้นมาอีกครั้ง บางคนก็หาน้ำ ขนม มาให้ พวกเราก็ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ การทำความดีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “คน” ด้วยกันเท่านั้นนะครับ แต่เราสามารถทำความดีกับ “อะไร” ก็ได้ จะสิ่งของ สัตว์ ต้นไม้ ฯลฯ ได้หมด เพียงแค่ขอให้ลงมือทำจริง ๆ เท่านั้นเอง อย่าแค่ “คิด” ว่าจะทำ เพราะเท่านั้นมันยังไม่พอครับ   เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี

ศิลปะการเปลี่ยน “ทุกข์” ให้เป็น “สุข” ของ ชนกวนัน  รักชีพ (จบ)

ศิลปะการเปลี่ยน “ทุกข์” ให้เป็น “สุข” ของ ชนกวนัน  รักชีพ (จบ)

เมื่อมีลูกคนแรก ตุ๊ก (ชนกวนัน  รักชีพ) ทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับลูก  เรียกว่า “บ้าเลี้ยงลูก” มาก  ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์  ทำให้แบ่งหน้าที่ของภรรยาและแม่ของลูกได้ไม่สมดุลกัน ถึงอย่างนั้นสามีก็ไม่เคยตำหนิหรือขอให้เปลี่ยนแปลงตัวเอง  ทำให้ตุ๊กมั่นใจว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นดีมากแล้ว  ช่วงนั้นพี่บ๊วยให้หยุดทำงานเพื่อเลี้ยงลูกอย่างเดียว  ชีวิตครอบครัวของเรามีความสุขมาตลอด  จนตั้งท้องลูกคนที่สอง  ช่วงตั้งท้องเดือนที่แปด  จู่ ๆ วันหนึ่งตุ๊กก็รู้สึกแปลก ๆ ไปเองว่า  “นี่เรามีความสุขมากไปไหมนะ”  เพราะในขณะที่เพื่อนมีปัญหาทะเลาะกับแฟนบ้าง  สามีมีผู้หญิงอื่นบ้างหรือมีปัญหาเรื่องเงินทอง  แต่ชีวิตเรากลับดูราบเรียบไม่มีปัญหาอะไรเลย เมื่อคลอดลูกคนที่สอง  ตุ๊กต้องอยู่ไฟทุกวันตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสี่โมงเย็น  เวลาที่เหลือก็ยุ่งอยู่กับการให้นมลูก  และดูแลเลี้ยงลูกเองทุกขั้นตอนเหมือนเดิม  ช่วงหนึ่งเดือนที่อยู่ไฟนี้เริ่มรู้สึกเหมือนไม่ได้เจอหน้าพี่บ๊วยเลย  ทั้งยังรู้สึกได้ถึงความห่างเหินและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น   ที่สุดของความเสียใจ ในวันแรกที่รู้แน่ชัดแล้วว่าชีวิตครอบครัวมีปัญหา  ตุ๊กนอนไม่หลับทั้งคืน  ทั้งที่ปกติเป็นคนนอนหลับง่ายมาก  ขนาดที่นับหนึ่ง  สอง  สามแล้วหลับได้ทันที  เรียกว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่นอนไม่หลับ  เพราะกังวลคอยแต่รอจังหวะที่จะได้คุยกันให้หายค้างคาใจว่าเขาเปลี่ยนไปจริงหรือไม่  แต่สุดท้ายคำตอบที่ได้รับคือ  เขาขอยกเลิกสถานภาพสามีภรรยาด้วยการหย่า วินาทีนั้นตุ๊กหนาวสั่นไปหมด  ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นสิ่งที่คาดไว้เลย  ไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดกับตัวเอง  เพราะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี  ตุ๊กไม่เคยรู้สึกถึงความระหองระแหงในชีวิตคู่  อีกทั้งเราก็เพิ่งมีลูกคนที่สองด้วยกัน  และก่อนหน้านั้นไม่นานก็วางแผนจะมีลูกคนที่สามด้วย  จึงไม่น่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ ตุ๊กพยายามหาเหตุผลมาพูดคุยกับเขาอยากให้เขาลองคิดทบทวนดูใหม่  และคิดห่วงไปถึงลูกทั้งสองคน  เพราะไม่อยากให้เติบโตในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์  แต่ไม่ว่าจะหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาพูดคุยอย่างไรคำตอบก็คือ  เขาต้องการยกเลิกการเป็นสามีภรรยาของเราจริง ๆ  แต่เขายังรักและพร้อมดูแลลูกทั้งสองคนเหมือนเดิม เช้าวันนั้นตุ๊กรู้เลยว่าสภาพร่างกายและจิตใจของตัวเองย่ำแย่มาก  และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่โทร.หาแม่ว่า “แม่ช่วยมาดูลูกให้ตุ๊กหน่อยนะ  ตุ๊กไม่สบายมาก  อุ้มลูกไม่ไหว” เมื่อได้ยินอย่างนี้  แม่ก็รู้เลยว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่ ๆ  เพราะปกติตุ๊กไม่ยอมขอให้ใครมาช่วยดูแลลูก  พอแม่มาที่บ้าน  ตุ๊กกลับนิ่งเงียบ  ไม่เล่าอะไรให้ท่านฟังทั้งสิ้น  จนแม่ต้องโทร.ไปถามเขาจึงได้รู้เรื่องราวทั้งหมด กลายเป็นว่าที่เราคิดว่าทำหน้าที่ภรรยาและแม่บ้านอย่างดี  ทุกอย่างผิดไปหมดชีวิตคู่ที่ดูมั่นคงมาตลอดกลับเปราะบางมากแต่ตัวเราไม่เคยสังเกตเห็นเลย  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ได้ใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และคิดเอาเองว่าไม่มีอะไร  แต่อีกฝ่ายกลับเก็บรายละเอียดเหล่านี้ไว้ในใจอย่างเงียบ ๆ หลังเหตุการณ์วันนั้น  ตุ๊กพยายามยื้อเวลารอให้เขาเปลี่ยนใจ  และประคับประคองชีวิตคู่ให้ดีที่สุด  แม้จะต้องทนทุกข์ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงและเฉยชาอยู่ทุกวัน  เป็นช่วงเวลาที่ทรมานมาก  แต่ก็ต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นที่พึ่งให้ลูก  เพราะรู้ว่าความรู้สึกของแม่กับลูกเชื่อมต่อกันตลอดเวลา  ไม่อยากให้ลูกมารับรู้ความทุกข์ของเราแม้สักเล็กน้อย จนวันหนึ่งได้ปรึกษาพี่ที่เคารพในวงการท่านหนึ่งที่รับรู้เรื่องชีวิตคู่ของเรามาตลอด  เขาบอกว่า “ตุ๊ก  มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงได้ทุกวันนะ” พอได้ยินประโยคนี้  ตุ๊กเข้าใจทันทีและได้คำตอบที่เคยถามตัวเองมาตลอดว่าทำไมชีวิตเราต้องมาเจอเรื่องแบบนี้  เพราะจริง ๆ แล้วมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน  ไม่ใช่แค่คนข้างกายเราที่เปลี่ยนไป  ตัวเราก็เองก็เปลี่ยนไปด้วย  ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงเกิดขึ้นได้เสมอ  เมื่อพอจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ตุ๊กจึงทำตามที่เขาต้องการด้วยการเซ็นใบหย่าให้และมั่นใจว่าเราไม่ได้รู้สึกโกรธเขา   มองทุกข์และสุขอย่างเข้าใจ ความล้มเหลวในชีวิตคู่ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ราบเรียบมาตลอดของตุ๊ก  แต่ก็สอนให้เข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น  เข้าใจว่า ความทุกข์และความสุขเกิดขึ้นเป็นวงจรที่ไม่จบสิ้น  หากวันนี้เราเจอความทุกข์  เราก็ต้องเดินผ่านไปให้ได้  เพราะเมื่อผ่านพ้นความทุกข์ไปแล้ว  เราอาจเจอความสุข  แต่ความสุขนี้ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป  เพราะสุดท้ายเราก็ต้องผ่านไปพบกับความทุกข์อีกครั้งอยู่ดี  ชีวิตเราต้องพบเจอทั้งทุกข์และสุขอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เมื่อเริ่มเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น  ตุ๊กจึงมีความสุขได้ง่ายขึ้น  ด้วยการไม่พิรี้พิไรกับความทุกข์  เพราะจริง ๆ แล้วความทุกข์นั้นอาจเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว  แต่เรากลับนำมันมาทำร้ายตัวเองอยู่ซ้ำ ๆ ด้วยการนำความทุกข์นั้นมาคิดซ้ำไปซ้ำมา  เราต้องดึงสติให้อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด  เพราะการกังวลอยู่กับอดีตที่ผ่านไปแล้วและฝันเฟื่องถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงไม่ได้ช่วยให้ปัจจุบันของเราดีขึ้นเลย ตุ๊กยังจำได้ถึงวันที่ต้องไปทำงานวันแรกหลังจากที่หยุดเลี้ยงลูกมานาน  วันนั้นแม่โทร.มาบอกว่าลูกไม่ยอมกินนมจากขวด  เพราะไม่เคยให้นมแม่ด้วยขวดนมมาก่อน  เวลานั้นทุกอารมณ์ความรู้สึกถาโถมเข้ามาหมด  ทั้งเสียใจที่ไม่ได้อยู่เลี้ยงลูก  แล้วก็พาลโกรธทุกอย่างที่ทำให้เราต้องเป็นแบบนี้  แต่สุดท้ายก็ต้องเตือนตัวเองว่า  กังวลไปก็ไม่ได้ช่วยให้ลูกยอมกินนม  และงานตรงหน้าก็ทำได้ไม่ดีไปด้วย  ต้องตัดความกังวลทั้งหมดออกไปและกลับมาทำปัจจุบันให้ดีที่สุด   ชีวิตที่มีความสุขง่ายขึ้น ช่วงเวลาที่ต้องพบกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส  ตุ๊กโชคดีที่ได้กำลังใจจากคนรอบตัวเยอะมาก  และที่สำคัญคือ  มีกัลยาณมิตรที่ดีอย่าง “พี่โอ๋” (ชนาธิป  นิติภานนท์)พี่สาวซึ่งเป็นลูกของพ่อบุญธรรมที่คอยอยู่เคียงข้างตุ๊กเสมอ ตุ๊กได้เรียนรู้การใช้ชีวิตหลายอย่างจากพี่โอ๋  จากเป็นคนที่ต้องทำทุกอย่างให้เป๊ะชอบวางแผนอนาคตไว้ไกล ๆ  พี่โอ๋สอนให้ตุ๊กรู้จักผ่อนปรนและปล่อยวาง  ด้วยการ “รู้จักคิดถึงชีวิตแบบระยะสั้น  แบบวันต่อวัน  หรือวางแผนชีวิตไม่เกินสามปีห้าปี”  ไม่น่าเชื่อว่าแค่เรื่องธรรมดา ๆ นี้จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า  เพราะไม่ต้องคอยเครียดว่าต้องทำทุกอย่างให้เป็นไปอย่างใจเสมอ  แม้แต่เรื่องการเลี้ยงลูก  ตุ๊กก็ทุ่มเทเต็มร้อย  ดูแลให้ความรักความเข้าใจไปตามวัยอย่างดีที่สุด  เพื่อที่ในอนาคตเขาจะสามารถเลือกทางเดินของตัวเองได้โดยที่เราไม่คาดหวังมากเกินไป นอกจากนี้ตุ๊กยังมีโอกาสได้ไปเป็น“ชาวนา” จากการที่ได้ไปช่วยคุณพ่อบุญธรรมดูแลการปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ที่สุธาทิพย์ฟาร์ม  อำเภอสองพี่น้อง  จังหวัดสุพรรณบุรีตุ๊กมีความสุขที่ได้มาเรียนรู้วิถีชีวิตของเกษตรกรได้พาลูก ๆ มาลองใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติและที่สำคัญคือ  เป็นการฝึกให้ตัวเองใช้ชีวิตช้าลง  เพราะในระหว่างดำนา  เก็บเกี่ยว  หรือแม้แต่การบรรจุหีบห่อ  ทุกขั้นตอนต้องอยู่กับตัวเองและใช้สมาธิอย่างมาก  จิตใจของเราจึงนิ่งและสงบมากขึ้น ทุกวันนี้มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปมากตุ๊กเริ่มรู้จักศิลปะในการรับมือกับความทุกข์และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ง่ายขึ้น  แม้ที่ผ่านมาต้องเจ็บปวด  แต่ก็คุ้มที่ทำให้เข้าใจชีวิตได้ดีขึ้นเช่นกัน  เรื่อง ชนกวนัน  รักชีพ  เรียบเรียง เชิญพร  คงมา  ภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี  สไตลิสต์ ณัฏฐิตา  เกษตระชนม์ ผู้ช่วยช่างภาพ พรพรรษา  อรคามิน,  ภัณทิลา  ทนงคงสวัสดิ์

นิตยสารซีเคร็ต

Reg_MemBuy

SECRET BOX

ติดต่อลงโฆษณา

พิชาภา ชลายนต์ : 089-498-1156
สุชาณัฐ เหต้าน : 082-565-9995
ทิตยาภรณ์ พลพวก : 084-552-8282
กชพรรณ มูลอัต : 087-519-4241

โทรศัพท์ 02-422-9999 ต่อ 4284

VIDEO

SOUND

banner member

ข่าวและกิจกรรม

กิจกรรมพักผ่อนใจประจำสัปดาห์ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2559

กิจกรรมพักผ่อนใจประจำสัปดาห์ 26 กันยายน – 2 ตุลาคม 2559

สวดมนต์ ทำวัตรเย็น และฟังการแสดงธรรม พักใจหลังเลิกงานด้วยการแวะไปสวดมนต์ ทำวัตรเย็น และฟังการแสดงธรรม โดย พระราชวิสุทธิประชานาถ (ท่านเจ้าคุณอลงกต ติกฺขปญฺโญ) วัดพระบาทน้ำพุ จ. ลพบุรี วัน: พฤหัสบดีที่ 29 กันยายน 2559 เวลา: 18.00-20.00 น. สถานที่: ห้องพระชั้น 3 มูลนิธิบ้านอารีย์ ซ.อารีย์ 1 ใกล้ BTS อารีย์ หรือชมถ่ายทอดสดการแสดงธรรม ที่ http://www.baanaree.net/main/index.php เริ่มเวลา 18.00 น. โยคะภาวนา ฝึกภาวนาในขณะฝึกโยคะ ด้วยความเสถียร สุข อยู่กับตัวเอง โดย ครูดล (ธนวัชร์ เกตน์วิมุต) เครือข่ายชีวิตสิกขา วัน: เสาร์ที่ 1 ตุลาคม 2559 เวลา: 09.00-12.00 น. สถานที่:…

เพลินตา เพลินใจ ได้บุญ @ งานเฉลิมราชย์ เฉลิมขวัญฯ

เพลินตา เพลินใจ ได้บุญ @ งานเฉลิมราชย์ เฉลิมขวัญฯ

เมื่อซีเคร็ตได้ยินข่าวว่ามูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงาน “เฉลิมราชย์ เฉลิมขวัญ สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ประจำปี 2559” งานจำหน่ายและจัดแสดงผลิตภัณฑ์ งานฝีมือจากทหาร ตำรวจและราษฎรอาสาสมัคร ผู้สละชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อพิทักษ์ความมั่นคงของประเทศไทยในเหตุการณ์ความไม่สงบของประเทศ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “สมาชิกมูลนิธิสายใจไทย ฯ” เพื่อหารายได้สมทบทุนมูลนิธิ ฯ ซีเคร็ตก็ไม่รอช้า ขอตามไปร่วมชม ร่วมทำบุญ พร้อมเก็บภาพบรรยากาศมาฝากผู้อ่าน งาน “เฉลิมราชย์ เฉลิมขวัญ สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ประจำปี 2559” จัดขึ้นทั้งหมด 7 วัน ระหว่างวันที่ 20-26 กันยายน พ.ศ.2559 ที่ไลฟ์สไตล์ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายในงานมีสินค้ามากมายมาจัดแสดงและจำหน่าย ทั้งสินค้าผ้าไหมพิมพ์ลาย กระเป๋า ผ้าพันคอ และเสื้อยืดพิมพ์ลายดอกไม้พระนามาภิไธย กระเป๋าผ้าไหมพิมพ์ลาย กระเป๋าลายภาพการ์ตูนฝีพระหัตถ์ และรองเท้าเพ้นท์ลายต่าง ๆ ให้เลือกซื้อ เลือกชมกันเพลินจนลืมเวลา นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมไฮไลท์อย่างการประมูลพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา…

กิจกรรมพักผ่อนใจประจำสัปดาห์ 19-25 กันยายน 2559

กิจกรรมพักผ่อนใจประจำสัปดาห์ 19-25 กันยายน 2559

ทำวัตรเย็น สวดมนต์ เจริญสมาธิ แผ่เมตตา สงบจิต สงบใจหลังเลิกงานด้วยการแวะไปทำวัตรเย็น เดินจงกลมและนั่งสมาธิ เสร็จแล้วหยิบหนังสือธรรมะนั่งอ่านดูสักเล่ม เท่านี้ก็สร้างความเบิกบานให้จิตใจได้ง่ายๆ วัน: ทุกจันทร์และพุธ เวลา: 17.00 -18.15 น. (ห้องสมุดเปิด 10.30-19.00 น.) สถานที่: บ้านหนังสือชินเขต 1 ตั้งอยู่ที่ 112/9 ซอยชินเขต 1/1 ถนนงามวงศ์วาน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงทพฯ โทรสอบถาม: 0-2589-8410 สวดมนต์ ทำวัตรเย็น และฟังการแสดงธรรม ขอเชิญทุกท่านร่วมสวดมนต์ ทำวัตรเย็น และฟังการแสดงธรรม โดย พระมหาบุญช่วย ปัญญาวชิโร วัดบางยี่ขัน กรุงเทพฯ วัน: พฤหัสบดีที่ 15 กันยายน 2559 เวลา: 18.00-20.00 น.ห้องพระชั้น 3 มูลนิธิบ้านอารีย์ ซ.อารีย์ 1 ใกล้…

กิจกรรมพักผ่อนใจประจำสัปดาห์ 12-18 กันยายน 2559

กิจกรรมพักผ่อนใจประจำสัปดาห์ 12-18 กันยายน 2559

  สวดมนต์ ทำวัตรเย็น และฟังการแสดงธรรม  ขอเชิญทุกท่านร่วมสวดมนต์ ทำวัตรเย็น และฟังการแสดงธรรม โดย พระครูเมตตากิตติคุณ (หลวงพ่อสมหมาย อัตตมโน) วัดป่าสันติกาวาส จ.อุดรธานี วัน: พฤหัสบดีที่ 8 กันยายน 2559 เวลา: 18.00-20.00 น.ห้องพระชั้น 3 มูลนิธิบ้านอารีย์ ซ.อารีย์ 1 ใกล้ BTS อารีย์ สถานที่: หรือชมการถ่ายทอดสวดมนต์ได้ที่ http://www.baanaree.net/main/index.php เริ่มเวลา 18.00 น.   ปั่นไอติมชิมความสุข (รอบครอบครัว) กิจกรรมทำไอศกรีมง่ายๆ “ปั่นไอติม ชิมความสุข” ให้ทุกคนได้ร่วมกิจกรรม โดยกิจกรรมนี้เราออกแบบมาเพื่อให้เรียนรู้สติ และกระบวนการเห็นทุกข์ด้วยประสบการณ์ของตนเอง รวมถึงการเรียนรู้อื่น ๆ ในทุกขั้นตอน วัน: เสาร์ที่ 17 กันยายน 2559 เวลา: 10.00-12.00 น. รอบครอบครัว…