โดยปกติแล้ว พรานที่ล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมายจะฆ่าแม่ช้างเพื่อขโมยและนำลูกช้างมาฝึกให้เชื่อง
ตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยว่า “พรานล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมายจำเป็นต้องฆ่าแม่ช้าง
เพราะช้างมีความผูกพันทางจิตใจที่แน่นแฟ้นและไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ลูกของตน…
ลูกช้างจะไม่ตามช้างอื่นๆ ไปกับฝูงแต่ยังคงดูดนมแม่ของตนที่ตายไปแล้ว”
ทารุณกรรมที่น่าสะพรึงกลัวที่กระทำกันอยู่เป็นประจำและแพร่หลายในค่าย “ฝึกหัด” ลับต่างๆ ในประเทศไทย
ลูกช้างที่ยังไม่อดนมแม่เหล่านี้ได้ถูกลากไปจากแม่ของตน
ซึ่งทำให้ต้องดิ้นรนและกรีดร้อง ลูกช้างได้ถูกนำมากักขังไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว
ถูกเฆี่ยนตีอย่างเมามัน และถูกตอกด้วย ตะปูเป็นเวลาครั้งละหลายๆวัน
พิธีการ “ฝึกหัด” เหล่านี้ทำให้ลูกช้างได้ รับบาดเจ็บอย่างสาหัส รวมทั้งความชอกช้ำทางจิตใจ
หรือบางครั้งทำให้ถึงแก่ความตาย
คำกล่าวของนักท่องเที่ยวรายหนึ่งที่เพิ่งไปประเทศไทยมารายงานว่า :สิ่งที่เราได้เห็นมาจากบางท้องที่เป็นภาพที่สะเทือนใจ และการทารุณต่อช้างสามารถเห็นได้ชัด
ช้างที่ "ไม่ได้ใช้งาน" จะถูกล่ามโซ่ไว้กลางแสงแดดที่ร้อนจัด ซึ่งไม่มีร่มเงาให้ใช้กำบังแต่อย่างใด
ช้างพังที่กำลังตั้งท้องเชือกหนึ่งถูกล่ามด้วยโซ่สั้นๆ ในกลางแจ้งที่ไม่มีร่มเงา
เพื่อช้างเชือกนั้นจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ในค่ายช้างแห่งหนึ่งเราสามารถเห็นประจักษ์แก่ตา
ที่ผู้ฝึกช้างได้เฆี่ยนตีช้างของเขาอย่างเหี้ยมโหด
ผลก็คือ ช้างเชือกนั้นมีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลบนศีรษะ อีกแห่งหนึ่งที่บริเวณหู
ที่ค่ายช้างอีกแห่งหนึ่ง มีช้างหลายเชือกที่มีบาดแผลสดๆ บนศีรษะ และ/หรือ ที่หู
เรารู้สึกเศร้าสลดใจเมื่อเห็นวิธีการที่ผู้ฝึกช้างปฏิบัติต่อช้างของตน
ทำไมต้องล่าลูกช้างป่า ?
ขบวนการล่าช้างป่าเริ่มต้นจากนายทุนมีใบสั่งซื้อไปยังพรานล่าช้าง
ข้อมูลจากกองทุนสัตว์ป่าโลก รายได้จากการล่าลูกช้างป่าอยู่ที่ 20,000 บาทต่อตัว
เพื่อนำมาขายในราคาตัวละ 100,000 - 150,000 บาท แล้วแต่ความสดของลูกช้างป่าตัวนั้นๆ
กรณีที่ช้างบาดเจ็บจะได้ราคาน้อยลงไปอีก เมื่อล่าได้แล้วก็นำมาขายต่อยังตลาดหลายๆกลุ่ม
โดยเฉพาะกลุ่มนายทุนเจ้าของปางช้าง โรงแรม หรือรีสอร์ท ซึ่งให้ราคาสูง และสั่งเป็นจำนวนมากกว่าตลาดกลุ่มอื่น
กฤษฎาให้ข้อมูลว่า บริเวณที่มีการนำลูกช้างป่ามาขายอยู่แถบตะวันตก เริ่มแต่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ลงไป
อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี , อ.เมือง ประจวบคีรีขันธ์, อ.เมือง ระนอง และแถบชายแดนไทย-มาเลเซีย อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส
แต่แหล่งใหญ่ที่สุดอยู่ที่ด่านสิงขร อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยผู้รับซื้อช้างนอกเหนือจากโรงแรม ปางช้างเอกชนชื่อดัง
ซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ยังมีกลุ่มฝึกช้าง จ.ชัยภูมิ เพื่อนำไปฝึกแสดงละครช้างเร่ หรือกลุ่มช้าง จ.สุรินทร์ บุรีรัมย์
นำไปเดินเร่ร่อน โดยนายทุนส่วนมากเป็นนักการเมือง, นักการเมืองท้องถิ่น, หัวคะแนนนักการเมือง
เป็นผู้ปล่อยเงินกู้โดยใช้บ้าน และที่ดินเป็นประกัน
ช้างเร่ร่อน 90% เป็นของนายทุน แล้วนำมาปล่อยให้ควาญเช่าตัวละ 4 - 5 หมื่นบาท
การให้อาหารช้างเร่ร่อนไม่ได้ช่วยให้ช้างอยู่รอด
แต่เป็นการช่วยให้นายทุนอยู่ดีกินดี และควาญช้างก็ไม่ต้องทำงานหนักเพื่อปากท้อง
แล้วท้ายที่สุดมันยังเป็นการช่วยกันทรมานช้างอย่างไม่รู้สึกตัว
ใครจะคิดว่าความรู้สึกรักสงสารอันละเอียดอ่อนของมนุษย์
จะกลายเป็นหนทางหากินของนายทุน ทั้งยังเป็นการลดจำนวนสัตว์คู่บ้านคู่เมืองไทยอย่างไม่รู้ตัว
ใครจะคิดว่าแค่สงสารลูกช้างจะสะเทือนถึงดวงดาวได้