| |
|
ธิลักษ์
20/01/2010 18:05:31
|
ความคิดเห็นที่ 29
ด้วยความยินดีค่ะ ^_^
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
20/01/2010 03:32:37
|
ความคิดเห็นที่ 28
ขอบคุณครับผม :) และขอขอบคุณ คุณธิลักษ์ นะครับ สำหรับความเห็น
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
20/01/2010 03:31:34
|
ความคิดเห็นที่ 27
3.อย่าลืมสร้างกำลังใจเพื่อเตือนสติคุณเองให้คิดรอบคอบ แต่อย่าเอามาเป็นกังวัลว่าคุณจะเป็นคนหมดความสำคัญ
“ตราบใดที่ความสำเร็จยังเกิดขึ้นกับคุณ...ก็จงอย่ากลัวต่อความล้มเหลวหรือล่มสลาย ที่จะทำให้คุณหมดค่าความเป็นคนสำคัญ” หากคุณเตรียมพร้อมด้วยแนวคิดในข้อ 1 และ 2 ตำแหน่ง “คนสำคัญ” ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตการทำงาน ชีวิตส่วนตัว หรือชีวิตครอบครัว จะคงอยู่ตลอดกาล
...เอาความกลัวนี้มาแปรเปลี่ยนเป็นพลัง เพื่อเตือนสติของคุณให้มุ่งมั่นก้าวสู่จุดหมายในชีวิตและการทำงานที่คุณตั้งไว้จะส่งผลต่อความสำเร็จในที่สุด
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
20/01/2010 03:31:00
|
ความคิดเห็นที่ 26
2. วางแผนหาวิธีแก้ไขล่วงหน้าให้หลากหลาย
เมื่อ “คิดเผื่อ” ถึงความล้มเหลวหรือความล่มสลายที่อาจเกิดขึ้นแล้ว การวางแผนหาวิธีแก้ไขคือสิ่งสำคัญ เพราะ “ทางออกในการแก้ปัญหาหนึ่งๆที่เกิดขึ้นนั้น มีอยู่หลายวิธี” จึงต้องเลือกวิธีที่จะเจ็บตัว หรือสูญเสียให้น้อยที่สุด แต่ทั้งนี้ต้องอาศัย “สติ” อย่างรอบครอบในการแก้ปัญหาพร้อมพิจารณาด้วยหลักตรรกะว่า “หากกระทำอย่างนั้น ผลต้องเป็นอย่างนี้” และเชื่อมโยงด้วยเหตุและผลที่เห็นชัดที่สุด อย่ากังวลหรือแคร์ว่าคนใกล้ชิด หรือผู้ร่วมงานจะมองคุณว่าเป็นคนขี้ตระหนกจนเกิดเหตุ
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
20/01/2010 03:30:30
|
ความคิดเห็นที่ 25
1. คิดล่วงหน้าถึงผลลัพธ์ ที่ไม่อาจเป็นไปตามเป้าหมาย
ถึงแม้คุณจะเก่งกาจ สามารถควบคุมผู้ร่วมงานได้เป็นร้อยเป็นพัน หรือมีกำลังการลงทุนเป็นจำนวนเงินมหาศาล รวมถึงเรื่องการใช้ชีวิตหลายคนตั้งใจทำงานเพื่อครอบครัวหรือคนรัก แต่ด้วยความไม่แน่นอนบางประการจาก “ปัจจัยภายนอก” ซึ่งได้แก่ สภาพภูมิอากาศ สงคราม การปฏิวัติ เหตุการณ์วิกฤต อุบัติเหตุ ทัศนะคติของผู้คน การต่อต้าน การประท้วง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ระบบการปกครองฯลฯ (โดยเฉพาะ “คน”) กลับสร้างความผันผวนจนทำให้เป้าหมายคุณเบี่ยงเบนหรือมีปัญหาได้
ก่อนเริ่มดำเนินงานหรือโครงการหลายๆคนทำงานโดยอาศัย “การมองมุมบวก” เป็นตัวตั้งในการกระทำบางสิ่งบางอย่าง โดยพร้อมเดินหน้าลงทุนลงแรงในสองลักษณะ 1.พร้อมแล้วจึงลุย หรือ 2. ยังไม่พร้อมแต่ต้องทำ ซึ่งล้วนแต่มีความหวังและความตั้งใจเป็นตัวกำกับแนวทาง โดยลืมพิจารณาเผื่อถึง “ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น”
ดังนั้น การคาดการถึงความล้มเหลวแม้จะเป็น “การมองมุมลบ” ซึ่งไม่ควรนำมาพิจารณาในการเริ่มต้นดำเนินงาน...แต่นี่ไม่ใช่สิ่งผิดหากมีการคิดเผื่อไว้ก่อนและพยายามคิดหาทางออกไว้เสมอ เพราะถึงแม้ท้ายที่สุดมันไม่เกิดขึ้น ก็ถือว่าเป็นการฝึกให้เป็นคนมีความรอบครอบอย่างเป็นระบบ
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
20/01/2010 03:30:08
|
ความคิดเห็นที่ 24
ในชีวิตของคนทุกคนต้องนั้นมีหลายครั้งที่ก้าวพลาด จนนำไปสู่ความล้มเหลว หรือความล่มสลาย หลายครั้งมันมาอย่างไม่ทันตั้งตัว และบ่อยครั้งที่การคาดหวังความสำเร็จกลายเป็นการเผชิญหน้ากับเป้าหมายที่ผิดทาง ไม่ต่างจากวิกฤตที่ ดูวร์กำลังเผชิญ
“ความไม่แน่นอน คือสิ่งที่แน่นอน”...ก่อนที่คุณจะทำการใด ไม่ว่างานเล็กหรือโครงการใหญ่ นี่คือสิ่งที่คุณควรคำนึง เพื่อไม่ให้คุณประสบปัญหาการเป็นคนหมดความสำคัญ
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
20/01/2010 03:29:46
|
ความคิดเห็นที่ 23
หนึ่งห้วงคำนึงจาก “Elizabethtown เส้นทางสายรัก”
“วิธีรับมือกับความล้มเหลวและความล่มสลาย เพื่อไม่ให้กลายเป็นคนหมดความสำคัญ”
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
20/01/2010 03:29:19
|
ความคิดเห็นที่ 22
“แต่ทั้งสองคือคนสำคัญสำหรับคนที่รักพวกเขา...ซึ่งกำลังรอการกลับมาเพื่อที่จะร่วมแบกทุกข์แบ่งสุขไว้ร่วมกัน...อยู่ที่บ้าน”.
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
20/01/2010 03:28:57
|
ความคิดเห็นที่ 21
เช้าวันอาทิตย์ที่สดใส ดูวร์ขับรถออกจากอลิซาเบธทาวนด์ ด้วยความเข้าใจในชีวิต เสียงเพลงและตารางการแวะจอดตามสถานที่ต่างๆระหว่างรัฐที่แคร์จัดให้ คือกำลังใจจาก “คนรักคนใหม่ของชีวิต” ซึ่งเธอไม่สนใจความล่มสลายที่ผู้ชายคนนี้เคยคร่ำครวญ
“โถใส่อัฐธิของพ่อ” ซึ่งรัดเข็มขัดนิรภัยไว้กับเบาะข้าง คือเพื่อนร่วมทางที่ดูวร์ระบายและเปิดเผยความในใจ
“เราน่าจะนั่งรถมาด้วยกันหลายปีแล้วนะพ่อ ความจริงผมก็อยากกลับบ้านไปฆ่าตัวตาย มันก็ไม่ใช่ความผิดของพ่อ แล้วผมจะฆ่าตัวตายเพื่อใคร เพื่อฟิลเหรอ?...ไม่...ไม่มีทางซะหรอก!”
...รถคันนั้นแล่นไปตามหนทางผ่านสี่แยก ป่าเขา และผู้คนที่ผันผ่าน ไม่มีใครรู้จักหนึ่งคนหนึ่งวิญญาณที่นั่งมากับรถคันนี้ เพราะพวกเขาไม่ใช่คนสำคัญสำหรับผู้คนที่ผ่านทาง
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
20/01/2010 03:28:25
|
ความคิดเห็นที่ 20
คนเหล่านั้นอาจไม่มีอำนาจเหมือนเจ้านาย ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนคู่ค้าทางธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อนในที่ทำงานซึ่งคอยกระแทกซ้ำยามเราล้ม...แต่เป็นเพียง “คนธรรมดา” ในเวลา “ปรกติ” ที่เราไม่ค่อยกลับไปสนใจมองเพราะมัวแต่ทะยานไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ เพื่อน พี่น้อง คนรัก
ที่สำคัญเราอาจมองคนเหล่านี้ด้วยสายตาที่เคลือบแคลน หรือมีความขัดแย้งในคืนวันเก่าก่อน เพียงเรา “ทำลายอคติ” แล้วเปิดใจเข้าหากัน “มุมมองใหม่ๆที่มอบให้กันและกันจะเกิดขึ้น” เหมือนที่ “แม่ของดูวร์” ซึ่งถูกอคติจากญาติทางฝ่ายพ่อครอบงำ และไม่มีใครชอบ แต่เธอก็เผยความในใจและเต้นแท๊ปในพิธีกล่าวอำลาผู้ตาย สร้างความประทับใจต่อหน้าบรรดาญาติมิตร จนทำให้เธอ “กลายเป็นคนสำคัญ” เหมือนที่สามีของเธอเป็นคนสำคัญในชุมชนแห่ง อลิซาเบธทาวนด์ ในที่สุด
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
20/01/2010 03:27:30
|
ความคิดเห็นที่ 19
การจะเป็นคนสำคัญของกันและกันนั้น สุดท้ายก็เพียงแค่“ทำลายอคติ” ในหัวใจ
คืนวันที่ได้อยู่กับตัวเอง ในอลิซาเบธทาวนด์ หัวใจของ ดูวร์ค่อยๆได้รับการเยียวยา ทางออกของชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายค่อยจางหายไปในคืนวันที่ แคร์ได้เข้ามาช่วยและถึงแม้เธอจะรู้แล้วว่า “ชายที่คบหากันได้ไม่กี่วัน และนอนด้วยกันเมื่อคืนนี้ กำลังจะล่มสลายในบ่ายวันอาทิตย์”
เธอก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเขา และฝากข้อความไว้ให้ ดูวร์ เมื่อเขาต้องเดินทางขับรถกลับแคลิฟอร์เนีย พร้อม “โถใส่อัฐธิของพ่อ”ในเช้าวันอาทิตย์
“เมื่อคุณไปที่แผงหนังสือในตอนบ่ายและเปิดดูมัน...คุณมีเวลาห้านาทีที่จะโอดครวญและกลิ้งเกลือกกับความล้มเหลว...จากนั้นลืมมันซะแล้วก้าวต่อไป”
สะท้อน “การมีค่าของใครบางคน” ที่ว่า แม้จะตกต่ำจากความล้มเหลว หรือยากดีมีจนจากความล่มสลาย เพี้ยนบ้าแค่ไหน
“เราก็ยังเป็นคนสำคัญสำหรับคนที่เห็นความสำคัญของเรา”
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
ธิลักษ์
15/01/2010 12:31:43
|
ความคิดเห็นที่ 18
ชื่อคำถามว่า จะทำอย่างไร ในวันที่คุณ...กลายเป็นคน "หมดความสำคัญ" ...................
ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ สำหรับ 4 ทางเลือกที่ได้อ่าน คิดว่าทางที่ 4 ไม่ใช่ทางออกเลยซักนิด จบชีวิตนี้ไปสู่ชีวิตหน้า เพราะคิดว่าไม่เป็นไรชาติหน้าก็ไม่รู้แล้วว่าเราเป็นใคร แต่พอชาติหน้ามาถึงจริงๆแล้วเราก็เจอเรื่องแย่ๆแบบเดิมอีก เรากลับมานั่งด่าตัวเองว่า ชาิติที่แล้วไปทำอะไรเอาไว้(ฟ๊ะ!?!) ชาตินี้ถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ในความเป็นจริง สำหรับดิฉันแล้ว หากต้องเจอเรื่องล้มเหลวอะไรก็ตาม ทางออกทั้ง 3 ทางที่ว่า ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเลือกทางไหน เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ แต่รู้ดีอยู่แล้วว่า ฟ้าหลังฝนงดงามเสมอ ถ้าชีวิตนี้ ไม่กลัวความล้มเหลว ก็ไม่ีมีอะไรในโลกที่น่ากลัวสำหรับเราอีกแล้วค่ะ ......."สิ่งใดๆในโลกไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป สุดท้ายทุกสิ่งจึงว่างเปล่า เมื่อทุกสิ่งว่างเปล่า ควรแล้วหรือที่จะยึดเป็นสรณะ" ........งงมั๊ยคะ แต่ตอนนี้ธิลักษ์เองก็งงสุดๆไปเลยค่ะ 555+ ล้อเล่น! ใดๆในโลกไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่ควรยึดแม้แต่ความเป็นตัวเอง เพราะตัวเราเองก็เป็นสมมติค่ะ (อื้ม! งงดีจริงๆ ^_^)
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:55:16
|
ความคิดเห็นที่ 17
ยังไม่จบนะครับ เดี่ยวกลางวีนจะมาต่อให้จบครับ ขอบคุณครับ
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:54:21
|
ความคิดเห็นที่ 16
“พ่อซึ่งเป็นคนสำคัญ” จึงเป็นแค่คนสำคัญทาง “มายาคติ” แต่ไม่ได้เป็น “คนสำคัญในชีวิตที่มีเลือดเนื้อและหัวใจ” เหมือนที่น้องสาวของเขาโทรมาหาแล้วบอกว่า
“พี่ไม่รู้เหรอว่าพ่อเป็นคนร่าเริงมาก จนเมื่อ 2 ปีก่อนที่พี่เริ่มงานยุ่งมากๆ พ่อก็ค่อยๆเปลี่ยนไป”
จึงทำให้เกิดคำถามที่ต้องการส่งถึงคนรุ่นใหม่ทั้งหลายว่า
“เราจะให้คนสำคัญของเราสัมผัสกับความสำเร็จ หรือล้มเหลว แม้แต่ล่มสลายที่เราก่อเมื่อใด...เมื่อพวกเขาไม่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป หรือ ในขณะที่ยังอยู่พอที่จะรับรู้ความปิติหรือปวดร้าวร่วมกัน”
...เป็นการย้อมกลับมาถามถึง “ทางออก” ที่จะเปิดเผยหรือปกปิดดังที่ได้กล่าวมา..เพราะ คำตอบอยู่ที่ตัวคุณเองว่าคุณจะ “ยอมหลอกตัวเอง” ต่อไปหรือไม่...สำคัญสุดคือในเวลานั้น
“คุณจะยังมีใครอยู่เคียงข้างหรือเปล่า?”
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:53:40
|
ความคิดเห็นที่ 15
สำหรับดูวร์ ทางออกที่ 2 คือสิ่งที่เขาเลือก และไม่เอ่ยเรื่อง “ความล้มเหลว” ให้ผู้คนรอบข้างในชุมชนของพ่อต้องปวดร้าวมากขึ้นไปอีกในเวลาแห่งการสูญเสีย แม้แต่ “แม่ และน้องสาว” รวมทั้ง “แคร์” แอร์โฮสเตสสาวที่เพิ่งเริ่มสานความสัมพันธ์
แต่การได้ “ถอยออกมาจากชีวิตในเมือง” และให้เวลากับตัวเองมากขึ้นจากสถานที่ซึ่งแตกต่าง ทำให้เขาได้เรียนรู้ถึง “การเป็นคนสำคัญของพ่อ” ผ่านเรื่องราวที่บรรดาญาติพี่น้อง และมิตรสหายของพ่อเล่าถึงอดีตที่ร่วมผูกพันกับพ่อของเขาด้วยความรัก ส่งผลให้เข้าใจถึงคุณค่าของ “การมีชีวิตอยู่” และบางครั้งการที่คนรุ่นใหม่คนหนึ่งโลดแล่นกับชีวิตที่ทะเยอทะยานในการทำงานเพื่อความสำเร็จนั้นทำให้เกิดการหลงลืมครอบครัวและแม้แต่ “พ่อของตนเอง” ก็กลายเป็นคนแปลกหน้าที่ไม่ค่อยคุ้นเคย
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:53:09
|
ความคิดเห็นที่ 14
เมื่อถามหา “ทางออก” ของคนที่ประสบปัญหาในลักษณะนี้...ทางเลือกจึงมีอยู่ 4 ทางคือ
1. กล้าที่จะเปิดเผยและยอมรับความล้มเหลว หรือ ความล่มสลายที่เกิดขึ้นอย่างทระนง แล้วหาทางแก้ไข
2. พยายามปกปิด เพื่อรอวันความจริงปรากฏ แต่ระหว่างนั้นก็ค่อยๆวางแผน หรือคิดหาวิธีแก้ไขเท่าที่จะทำได้
3. ทิ้งเรื่องราวทุกสิ่งไว้ข้างหลัง แล้วก้าวต่อไปข้างหน้าท่ามกลางเสียงเย้ยหยันและคำถามจากผู้คนรอบข้าง และยอมรับชีวิตอย่างปลงๆเป็นคนขี้แพ้ โดยไม่พยายามจะกู้ชื่อเสียง หรือหาทางแก้ตัว
4. จบชีวิตของตัวเองลง...แล้วพบกันใหม่ในโลกหน้า
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:52:38
|
ความคิดเห็นที่ 13
ความรู้สึกที่คล้ายกันนี้ อาจเคยเกิดขึ้นกับใครหลายๆคนที่ต้องปกปิดบางเรื่องราว กับผู้คนรอบข้างด้วยความจำยอม ทั้งๆที่ไม่ได้ต้องการโกหก แต่ก็ไม่กล้าเปิดเผยความจริง จนกลายเป็นการหลอกตัวเองให้ทุกข์ระทมกับความรู้สึก และเมื่อท้ายที่สุดเมื่อความจริงปรากฏ
“ชื่อเสียงเกียรติ์ยศที่สร้างมาจึงกลายเป็นความล่มสลาย”
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:51:31
|
ความคิดเห็นที่ 12
........................................
“หลายครั้งที่เราไม่ใช่อีกคนสำคัญต่อไป
แต่สภาวะรอบข้างกลับทำให้เราต้องหลอกตัวเองต่อผู้คน”.........
เมื่อมาถึงบ้านเกิดของพ่อ สิ่งที่เขาได้รับคือการที่บรรดาญาติๆและคนข้างกายพ่อยอมรับและชื่นชมดูวร์ จากตำแหน่งหน้าที่ในบริษัทผลิตรองเท้าชั้นนำ และการที่“เขาคือลูกของคนสำคัญ” ดังนั้น “เขาจึงเป็นคนสำคัญเช่นเดียวกับพ่อ” แต่แท้จริงแล้ว “ความล่มสลาย”กำลังจะถูกเปิดเผยไปทั่วโลกในอีกสองวันข้างหน้าเมื่อ “นิตยสารธุรกิจฉบับนั้นออกวางจำหน่ายในบ่ายวันอาทิตย์”
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:50:36
|
ความคิดเห็นที่ 11
...ในค่ำคืนที่โดดเดี่ยวบนสายการบิน อเมริกัน แอร์ไลน์ ดูวร์ได้พบกับ “แคร์ โคเบิรน์” (คริสเทน ดันท์ ) แอร์โฮสเตสสาวผู้มองโลกด้วยความสดใส ให้การช่วยเหลือเรื่องข้อมูลการเดินทางโดยรถยนต์ไป อลิซาเบธทาวนด์...และแล้วสายสัมพันธ์ของ “คนที่พร้อมจะตาย” กับคนที่ “ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย” ก็ค่อยๆจุดประกายนำไปสู่ “ความรักและความเข้าใจ”
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:49:37
|
ความคิดเห็นที่ 9
สำหรับ ดูวร์ “ความตาย” คือสิ่งที่เขาเลือก...มีดเล่มงามวาววับคมกริบที่เขาเปิดลิ้นชักออกมาเมื่อกลับถึงห้องพัก คือคำตอบสุดท้าย...ขณะที่จะลงมีดตรงกลางอกข้างหัวใจที่ชอกช้ำ โทรศัพท์จาก “แม่” ซึ่งไม่ใช่คนสำคัญสำหรับญาติฝ่ายพ่อ ฝากน้องสาวของดูวร์โทรมาบอกว่า
“พ่อของเขาเสียชีวิตแล้วที่อลิซาเบธทาวนด์ ในชุมชนทางของญาติฝั่งพ่อ”
ดูวร์ จึงต้องเดินทางจากแคลิฟอเนียไปเคนตัคกี้ เพื่อไปรับศพของพ่อ ส่วนน้องสาวของเขาต้องดูแลแม่ซึ่งกำลังสติแตกจากความสูญเสียที่เกิดขึ้น
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:49:01
|
ความคิดเห็นที่ 8
........................................
“คนสำคัญ กับ คนที่หมดความสำคัญ”..........
“Elizabethtown” คือภาพยนตร์ปี 2005 จากฝีมือการกำกับและเขียนบทโดย “คาเมรอน โคว์” สอนให้เราเรียนรู้ที่จะเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของการเป็นคนสำคัญ
วันนี้คุณอาจจะรับบทบาทคนสำคัญในชีวิตประจำวันของใครสักคนหรือหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็น “คนรักที่มีความหมายต่อคนที่รักคุณ , เป็นเพื่อนที่มิตรในกลุ่มต้องแคร์เป็นอันดับแรก , เป็นพี่หรือน้องที่คนในครอบครัวที่ห่วงใย”
...แต่ในวันที่ความผิดพลาด ความขุ่นข้องหมองใจ วันที่คุณเลิกราจากคนรัก วันที่คุณคิดว่าพ่อแม่ เพื่อนฝูง ญาติมิตร หัวหน้างาน ไม่เห็นค่าคุณอีกต่อไป
“คุณจะก้าวเดินต่อไปอย่างไรให้ชีวิตกลับมา มีความหมายสำหรับตนเองและคนรอบข้างอีกครั้ง?”
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:48:03
|
ความคิดเห็นที่ 7
ในมุมมองของ ฟิล มันอาจเป็น “ความล้มเหลว”...แต่ในใจที่ท้อแท้ของ ดูวร์ มันคือ “ความล่มสลาย”
การโกหกผ่านสื่อว่าเป็นนักศึกษาทุนรัฐบาลทั้งที่ร่วมหัวจมท้ายกับองค์กรมาถึงแปดปี “คือบาปที่ต้องชดใช้” และการเดินออกมาจากตึกใหญ่อย่างเดียวดายในวันสุดท้ายของการทำงาน จึงเป็นความปวดร้าวที่สุดในชีวิต
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:47:11
|
ความคิดเห็นที่ 5
แต่สำหรับ “เมอร์คิวรี่ เวิร์ลไวลด์ ชูส์” การเรียกสินค้าคืนยกล๊อตไม่เพียงพอ การ“โอนอ้าง”เพื่อรับบาป คือสิ่งที่ ดูวร์ ต้องรับอย่างจำยอมจากการเข้าพบ ฟิล เป็นการส่วนตัว
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:46:54
|
ความคิดเห็นที่ 4
“แมทเทลได้ปฏิบัติงานตามเกณฑ์อย่างเคร่งครัด และไม่ลืมที่จะให้ความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องกับเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย ทางแมทเทลไม่อยากที่จะทำการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ แต่ทางเราต้องมุ่งประเด็นความสนใจไปที่ การแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและต้องทำโดยฉับพลัน เพื่อรองรับความปลอดภัยแก่เด็กๆ”
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:46:29
|
ความคิดเห็นที่ 3
หนทางในการกู้ภาพลักษณ์ คือเก็บคืนสินค้า “ยกล๊อต” ไม่ต่างจากวิกฤตกลางปี พ.ศ 2550 ที่เกิดขึ้น กับบริษัทผลิตของเล่นยักษ์ใหญ่ระดับโลก “MATTEL INC.” ( แมทเทล อิงค์ ) เมื่อ “โรเบิรต์ เอ เอคเกริ์ท” ประธานและประธานผู้บริหารสูงสุด ออกแถลงการณ์เรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่มีการปนเปื้อนของแม่เหล็กซึ่งผลิตก่อนวันที่ 31 มกราคม พ.ศ 2550 ถึง 19 ล้านชิ้น!ผ่านใจความ
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:45:33
|
ความคิดเห็นที่ 2
“SPASMOTICA” คือรองเท้าจากการออกแบบของดูวร์ โดยได้แรงบันดาลใจจากครีบข้างที่เพรียวบางของปลากระเบน เมื่อเขานำเสนอผลงานต่อฟิล
“เสียงตอบรับอย่างชื่นชมจากผู้บริหารเพียงคนเดียว” แผ่กระจายเป็น “เสียงสรรเสริญจากบรรดาบุคลากรในองค์กร”
แต่ไม่มีใครรู้ว่า ในคืนที่ชาว เมอร์คิวรี่ เวิร์ลไวลด์ ชูส์ เฉลิมฉลองให้กับหนุ่มคนนี้...อีกไม่กี่อาทิตย์ต่อมา นวัตกรรมใหม่ในโลกแห่งรองเท้า จะทำให้ชื่อเสียงขององค์กรวิกฤตสั่นคลอนด้วยปัญหาบางประการ
แจ้งลบกระทู้
|
|
|
เอ๋taxiครับผม
15/01/2010 03:45:11
|
ความคิดเห็นที่ 1
...ดูวร์ ไม่ต่างจากคนรุ่นใหม่จำนวนมากในโลกของการทำงาน เมื่อประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่งก็มักจะคิดว่าตนเอง
“เป็นคนสำคัญขององค์กร มีความสามารถเหนือกว่าผู้อื่น สามารถควบคุมทุกสิ่งและเสียงส่วนใหญ่ต้องรับฟังความคิดเห็นของตน”
แต่หากวันใดเกิดความผิดพลาดที่นำไปสู่ “ความล้มเหลว” ร้ายกว่านั้นคือ “ความล่มสลาย” ผู้คนรอบข้างจะมองด้วยสายตาที่แปลกแยก เสียงชื่นชมกลายเป็นก่นด่า คนเก่งจะถูกแปรค่าเป็น “คนที่หมดความสำคัญ”
แจ้งลบกระทู้
|
|