แด่ชายผู้พิการ ที่กล้าหยัดยืนอยู่บนโลกใบนี้ อย่างไม่มีคำว่าการยอมแพ้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:01:21

8 ธันวาคม ปี 1995 ชีวิตของ ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ เปลี่ยนแปลงตลอดกาล เส้นโลหิตในสมองแตก เผชิญสภาวะอัมพาตทั้งตัว ไม่สามารถแม้แต่จะพูด ที่ทำได้คือการขยับเปลือกตาซ้ายเพื่อสานสัมพันธ์กับบุคคลอื่น อันเกิดจากอาการ “Lock-in Syndrome” ซึ่งพบน้อยมากในบุคคลทั่วไป

แจ้งลบกระทู้

 

แม่ไก่โต๊ก

11/03/2010 16:53:32

ความคิดเห็นที่ 18

อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้นึกอาจารย์ กำพล ทองบุญนุ่ม ชายผู้พิการต้องนั่งอยู่ในรถเข็นเกือบยี่สิบปี แต่เพราะทุกข์จากความพิการนี้เอง ทำให้อาจารย์ได้พบธรรม ปัจจุบันอาจารย์เป็นอุปกรณ์ทางธรรม (อาจารย์เรียกตัวเองอย่างนั้น) สอนธรรมะแนวหลวงพ่อเทียน (กายเคลื่อนไหว) คนที่มีครบ 32 อย่างเรายังต้องนับถือเลยค่ะ

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:09:05

ความคิดเห็นที่ 17

“ผีเสื้อที่พยายามโบยบินเพื่อความเป็นนิรันดร หาใช่เรื่องเล่าชวนสังเวชของชายพิการผู้ถูกจองจำอยู่ในชุดประดาน้ำ สะท้อนถึง “หัวใจที่ไม่มีวันแพ้ของผู้ชายพิการคนหนึ่ง ซึ่งทำในสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้”

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:08:31

ความคิดเห็นที่ 16

แต่สำหรับ ฌ็อง ชีวิตในสภาพที่ไม่สมศักดิ์ศรี ไม่อาจลดค่าความเป็นมนุษย์ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความหวังลงได้ แม้ทุกวินาทีที่มีชีวิตอยู่เพียงแค่เพื่อขยับเปลือกตากไม่มีสักเสี้ยวที่ ฌ็อง จะร้องขอ การุณยฆาต เหมือนดังที่ VINCENT พร่ำเพ้อคร่ำครวญ...ทุกตัวอักษรที่ถูกสะกดออกมาด้วยความพยายาม เป็นเสมือน

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:08:02

ความคิดเห็นที่ 15

การุณยฆาต อ้างอิงร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติตามลายลักษณ์อักษรว่า “บุคคลมีสิทธิ์ในการแสดงความจำนงที่จะปฏิเสธการรักษาพยาบาลที่เป็นไปเพียงเพื่อการยึดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนเอง เพื่อการตายอย่างสงบและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” เปรียบคำพูดที่ RAMON กล่าวไว้ต้นเรื่อง THE SEA IN SIDE ว่า A LIFE IN THIS CONDITION HAS NO DIGNITY หรือ “ชีวิตในสภาพนี้ไม่สมศักดิ์ศรี”

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:07:35

ความคิดเห็นที่ 14

“แต่แล้วสิ่งที่น่าสลดใจได้เกิดขึ้น ก่อนหน้าที่หนังสือจะออกวางจำหน่ายเพียงวันเดียว มารดาของเขาตัดสินใจ “ฆ่าเพราะรัก ซึ่งไม่ต้องการเห็นลูกทรมานอีกต่อไป” ด้วยการฉีดสารเคมีประเภทยานอนหลับอย่างแรง (BARBITURIQUE) ให้กับลูกชายของตนเอง! ซึ่งคณะแพทย์ได้รีบนำตัวเขาเข้าห้องฉุกเฉิน...ที่สุดแล้ว ชายคนนี้ก็ได้ตายสมใจ หลังจากรอคอยมา 3 ปี และมารดาของเขาก็ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายในที่สุด”

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:07:14

ความคิดเห็นที่ 13

ทั้งนี้มีผู้เสนอให้ครอบครัวของ VINCENT ย้าย VINCENT ไปยังในประเทศที่มีกฎหมาย เปิดโอกาสให้ทำ EUTHANASIE แต่มารดาของเขากล่าวว่าไม่ต้องการทำเช่นนั้น “เพราะลูกชาย ไม่ต้องการตายอย่างหลบซ่อน” ดังนั้นวิธีเดียวที่ดีที่สุด ก็คือการที่ VINCENT ตัดสินใจเขียนจดหมายถึง ประธานาธิบดี JACQUES CHIRAC เพื่อต้องการให้ประธานาธิบดีเสนอร่างกฏหมายที่เกี่ยวกับ EUTHANASIE ทั้งนี้เมื่ออยู่ระหว่างการยื่นเรื่อง และรอเวลาการพิจารณาจากทางรัฐ VINCENT ก็ได้เขียนหนังสือ “ข้าพเจ้าขอสิทธิที่จะตาย” ขึ้นมา เพื่อเผยแพร่สู่มวลชน และเสริมกำลังเพื่อเน้นย้ำให้ประธานา ธิบดีเห็นความสำคัญในสิ่งที่เขาขอ

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:06:51

ความคิดเห็นที่ 12

“แต่ทุกคนก็ไม่สามารถทำการใดๆ ได้ เพราะกระบวนการ EUTHANASIE ในประเทศฝรั่งเศสไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ หากมีการดำเนินการไปผู้ทำไม่ว่าจะเป็นแพทย์ หรือครอบครัวของผู้ป่วยจะมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาตามกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษสูงสุด ถึงจำคุกตลอดชีวิต”

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:06:32

ความคิดเห็นที่ 11

...เมื่อเป็นดังนั้น ความปวดร้าวจนถึงที่สุดก็ได้เกิดขึ้น เมื่อ VINCENT ต้องการจบชีวิตของตัวเองอ่านการเคาะนิ้วหัวมารดามือให้มารดาได้รับรู้ แต่ทั้งนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะกฏหมายฝรั่งเศสไม่มีบัญญัติไว้ถึงกระบวนการ “EUTHANASIE” ซึ่งความหมายว่า “ตายอย่างสงบ” ซึ่งมีกฏหมายในบางประเทศรองรับไว้ สำหรับผู้ป่วยที่ทนทุกข์ทรมานอย่างสาหัส และไม่สามารถรักษาให้หายได้ รวมทั้งครอบครัวของ VINCENT ต่างเห็นด้วย เพราะไม่ต้องการให้เขาได้รับทรมานอีกต่อไป

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:05:42

ความคิดเห็นที่ 9

รวมทั้งกรณีของ นาง ซูซาน ทอร์เรส ซึ่งเผชิญกับสภาวะสมองตายขณะตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน คนในครอบครัวและคณะแพทย์ได้ตัดสินใจยื้อชีวิตจนเด็กน้อยในครรภ์อายุได้ 7 เดือนจึงผ่าจากครรภ์และปลดปล่อยให้ผู้เป็นมารดา ได้หลับใหลชั่วนิรันดร แต่ที่สำคัญไม่มีกรณีใดเป็นที่ฮือฮาและสร้างกระแสสังคมเท่ากับการขอการุณยฆาต โดย นาย VINCENT HUMBERT ในปี 2000 ซึ่งเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดี Jacques Chirac เพื่อขออนุญาตให้ผู้อื่นฆ่าตนเองได้!

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:05:22

ความคิดเห็นที่ 8

RAMON ร้องขอความตายด้วยสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ จากการหาผู้ที่จะมาช่วยปลิดชีวิตเขาให้พ้นจากความทรมาน หากศาลอนุญาตผู้ที่การะทำการรุณยฆาต จะไม่ได้รับผิดทางอาญา ในกรณีของ ROMONไม่ต่างจากการุณยฆาตที่เป็นข่าวไปทั่วโลกสามกรณีได้แก่ นางเทอรี เซียโว ซึ่งอยู่ในสภาพไม่สามารถรับรู้สิ่งใด ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มานานถึง 15 ปี สามีของเธอเป็นผู้ร้องขอต่อศาลที่จะปลดสายอาหารออกเพื่อให้เธอก้าวสู้หนทางพ้นทุกข์

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:05:03

ความคิดเห็นที่ 7

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างกระแสสำนึกในทัศนะของ “การุณยฆาต” กลับมาเป็นที่วิพากษ์ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับ THE SEA IN SIDE ภาพยนตร์จากการกำกับของ ALEJANDRO AMENABAR ดังแปลงจากชีวิตของ RAMON SAMPEDROชายผู้เผชิญกับ QUADRIPLEGIA หรือ อัมพาตระดับคอลงไป

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:04:16

ความคิดเห็นที่ 5

ในช่วงนี้ภรรยาเก่าได้มาดูแล และพาลูกๆ มาพบ เธอก็จะพาเขาพร้อมลูกๆ นั่งรถเข็นไปยังที่ต่างๆ นอกโรงพยาบาลทุกวันอาทิตย์ของสัปดาห์ จากเดิมที่ทุกวันๆ ก็เหมือนกันหมด ทำให้ ฌ็อง เฝ้ารอวันอาทิตย์ที่จะมาถึงของทุกๆ สัปดาห์ให้มาถึงเร็วที่สุด ความอุตสาหะของทั้งสองเดินทางจากพยัญชนะเพียงหนึ่งตัวถึงคำหนึ่งคำซึ่งรวมกันต่อเป็นประโยค สู่วรรณกรรมบันทึกชีวิต ยอดขาย 1.5 ล้านเล่มในหนึ่งอาทิตย์ แต่เมื่อผลงานชิ้นนี้วางจำหน่ายได้เพียงสามวัน ฌ็อง เสียชีวิตลงเสมือนประสบความสำเร็จในวัตถุประสงค์สุดท้ายของชีวิต

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:03:55

ความคิดเห็นที่ 4

ฌ็อง ให้พยาบาลติดต่อไปยังนิตยสารที่เขาทำงานอยู่ เพื่อส่งคนมาช่วยจดบันทึกในสิ่งที่จะต้องเขียน แต่แล้วคนที่ถูกส่งมา กลับกลายเป็น “ภรรยาเก่า” ที่ทำงานอยู่ที่นิตยสารนี้! ทั้งสองเริ่มต้นงานเขียน ซึ่ง ฌ็อง ต้องใช้ความเพียรอย่างยากลำบากโดยการขยับเปลือกตาซ้ายตอบรับ การสะกดตัวอักษรที่ถูกต้อง ด้วยการจัดรูปแบบตัวอักษรที่ใช้มากไปถึงน้อยได้แก่ “ESA RINTULOMDPCFBVHGJQZYXKY”

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:03:39

ความคิดเห็นที่ 3

แม้จะขยับตัวไม่ได้ แต่ฌ็องก็ไม่ยอมแพ้ เขามุ่งมั่นสร้างผลงานการเขียนบันทึกชะตากรรมอันเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายจากความรักของคนเป็นพ่อ อุทิศแด่บุตรทั้งสองคือ เตโอฟิล และ เซแลสต์ “นำไปสู่จุดมุ่งหมายอันเกินศักยภาพของคนพิการคนหนึ่ง และเกิดกว่าที่ใครจะคิดว่าชายที่พ่ายแพ้ต่อโรคร้าย สะสามารถสร้างสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อ ให้เป็นจริงขึ้นได้”

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:03:19

ความคิดเห็นที่ 2

แม้ช่วงแรกๆ อาจเป็นไปอย่างอยากลำบาก แต่ความมุ่งมั่นของชายผู้ไม่ยอมแพ้ในโชคชะตาทำให้เขาผ่านพ้นไปได้ โดยมีพยาบาลคู่หูเป็นเสมือนมือขวาเป็นคนสำคัญ ...แต่แล้ววิบากรรมเท่านี้ อาจไม่เพียงพอต่อชายผู้โชคร้าย เมื่อดวงตาข้างซ้ายติดเชื้อจนตาบอด และเหลือเพียงเปลือกตาด้านขวาเท่านั้น! มันไม่ต่างจากการที่ ฌ็อง ได้คร่ำครวญไว้ในหนังสือ “นักประดาน้ำกับผีเสื้อ” (The Diving Bell and The Butterfly หรือชื่อฝรั่งเศส Le Scaphandre et le Papiillon) ที่เขาแต่งขึ้นมาไว้ว่า การที่เขาขยับตัวไม่ได้นั้นไม่ต่างจากผีเสื้อที่อยู่ในชุดดำน้ำ ทั้งนี้ชุดดำน้ำที่เขากล่าวถึง คือชุดดำน้ำแบบโบราณ ที่เรียกว่า “ระฆังดำน้ำ” (Diving Bell) ซึ่งได้รับการออกแบบขึ้นมาในศตวรรษที่ 16-17 ราว ค.ศ.1500-1800 มีรูปทรงคล้ายระฆังซึ่งส่วนด้านใต้เปิดออกได้ และมีขนาดใหญ่ มีวิธีใช้โดยการหย่อนลงในแนวดิ่งไปยังจุดดำน้ำที่ต้องการ ซึ่งสามารถเก็บกักอากาศสำหรับหายใจได้ในระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ระฆังดำน้ำผูกแขวนอยู่กับเชือกจากเรือที่อยู่เหนือน้ำ ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้โดยสะดวก นักดำน้ำก็ต้องอยู่เพียงภายในเท่านั้น จะออกมาได้ก็ต้องกลั้นหายใจ

แจ้งลบกระทู้

เอ๋taxiครับผม

20/01/2010 04:03:03

ความคิดเห็นที่ 1

...จากยัปปี้อดีตบรรณาธิการนิตยสาร ELLE วัย 42 ปีซึ่งมีชื่อเสียงในแวดวงการสื่อสิ่งพิมพ์ของฝรั่งเศส ต้องพานพบชะตากรรมแสนปวดร้าว ช่วงแรก ฌ็อง ไม่ต่างอะไรจากผักใบเหี่ยวที่รอวันเฉาจนตายคาต้น เขาต้องนอนบนเตียงและให้ออกซิเจนตลอดเวลา ต่อมาเมื่ออาการดีขึ้นสิ่งต่อไปก็ คือ การฟื้นฟูและรักษา โดยต้องเริ่มต้นสื่อสารกันให้เข้าใจระหว่างผู้ป่วยกับพยาบาลผู้ดูแล ซึ่งเธอจะท่องพยัญชนะไปทีละตัว หากพยัญชนะตัวไหนใช่ ฌ็อง ก็จะกระพริบตาตอบหนึ่งครั้ง หากไม่ใช่สามารถสื่อความหมายด้วยการกระพริบตาสองครั้ง จากนั้นจึงรวมเป็นคำขึ้นมา

แจ้งลบกระทู้